จับตา AEC มองโอกาสของไทย

จับตา AEC มองโอกาสของไทย

   สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ในช่วงปีที่ผ่านมาพูดกันมากในเรื่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community) หรือ AEC จึงขอเกาะกระแสดด้วยอีกคน หากจะมองในอีกมุมหนึ่งที่รวบรวมข้อมูลมาจากหลาย ๆ แห่ง และวิเคราะห์การเข้าร่วมเป็น AEC ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงจึงขออนุญาตนำมาขยายความในที่นี้ครับ

ก่อนอื่นมาทบทวนกันอีกครั้งว่า AEC คือ การรวมตัวกันของชาติอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอาเซียนให้เป็นตลาดและฐานผลิตเดียว มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการและการลงทุน แรงงานมีฝีมือและเงินทุนอย่างเสรี ขยายขนาดตลาดจากเดิมที่ประเทศไทยมีประชากรรวมประมาณ 65 ล้านคน ก็จะกลายเป็นตลาดระดับอาเซียน ที่มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 600 ล้านคน นับเป็นกลุ่มเป้าหมายจำนวนมหาศาลที่น่าสนใจ

มีอีกประเด็นที่พูดถึงกันมาก คือ การเปิดเสรีด้านสินค้านำเข้าภายในประเทศ อาเซียน ที่จะมีภาษีศุลกากรร้อยละ 0 หรือปลอดภาษีนั่นเอง รวมทั้งการลดขั้นตอนพิธีการศุลกากร และเรื่องการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการเคลื่อนย้ายบริการ และเงินลงทุนให้เสรีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เริ่มกันด้วยเรื่อง การเปิดเสรีทางด้านการค้าสินค้า ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้นจะมีสินค้าจากจีนและประเทศอาเซียนอื่น ๆ ที่มีราคาต่ำกว่าหลั่งไหลเข้ามาแข่งขันกับสินค้าไทย ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่มีความแข็งแกร่งพออาจเสียส่วนแบ่งการตลาดสินค้าจากจีนได้ ในขณะเดียวกันก็จะเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการส่งสินค้าออกไปติดตลาดอื่น ๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียนได้ด้วยเช่นกัน ในความเป็นจริงแล้วหากเรารวมกันเป็น AEC เมื่อไร อาจไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเด่นชัดมากอย่างที่เข้าใจกัน สาเหตุสำคัญก็เนื่องมาจากอาเซียนของเรามีการดำเนินการนโยบายด้านการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรีผ่านการลดภาษีศุลกากร ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มาจนใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว (ยกเว้นเพียงสินค้าไม่กี่ชนิดที่บางประเทศขอไม่ลาดภาษีนำเข้า ซึ่งเรียกว่าสินค้าอ่อนไหว แต่อัตราภาษีก็ยังถือว่าต่ำอยู่ คือไม่เกินร้อยละ 5) ดังนี้

1. ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บูรใน และไทย ที่ต้องลดอัตราภาษีศุลกากรให้เหลือร้อยละ 0 ในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งจากการดำเนินการที่ผ่านมาพบว่า ในปี พ.ศ. 2554 ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม (ASEAN-6) ได้ลดภาษีลงเหลือร้อยละ 0 เกือบทั้งหมด และได้ยกเลิกภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าอาเซียนแล้วร้อยละ 99.4 ของจำนวนรายการสินค้าที่อยู่ในการลดภาษีทั้งหมด

2. ประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม จะต้องลดอัตราภาษีศุลกากรให้เหลือร้อยละ 0 ในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งได้ลดภาษีนำเข้าเหลือร้อยละ 0-5 สำหรับสินค้าอาเซียนแล้ว ร้อยละ 93.2 ของจำนวนรายการสินค้าที่อยู่ในรายการลดภาษีทั้งหมด

การลดอัตราภาษีดังกล่าวทำให้การนค้าภายในกลุ่มประเทศอาเซียนเติบโตอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถือได้ว่าการเปิดเสรีทางการค้าสินค้าในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้นเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ดังนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงมีการปรับตัวและสามารถรับมือกับสภาวการณ์ดังกล่าวได้แล้ว ถือว่ามีการเตรียมตัวล่วงหน้าในระดับหนึ่ง

มีอีกปัจจัยหนึ่งเมื่อเราก้าวเข้าสู่ AEC ที่ผู้ประกอบการควรนำมาพิจารณา คือ การยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร (Non-Toriff measures : NTMs) นั้นยังไม่มีข้อบังคับ หากตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความสมัครใจ (Voluntary Basis) ของประเทศสมาชิก เช่น ประเทศอินโดนีเซีย มีการลดจำนวนท่าเรือนำเข้าผักผลไม้และพืชสวน โดยไม่ให้นำเข้าที่ท่าเรือ ณ กรุงจาการ์ตา ทำให้ผักผลไม้เสียหายและมีต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ประเทศมาเลเซียจะพิจารณาอนุญาตการนำเข้ารถยนต์เป็นรายคันให้เฉพาะบริษัทที่ประกอบและส่งออกรถยนต์เป็นจำนวนมาก และเฉพาะรุ่นที่ไม่มีการประกอบในประเทศเท่านั้น หรือกรณีของประเทศไทยที่มีการกำหนดให้นำเข้ามันฝรั่งได้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม ของแต่ละปี และนำเข้าหอมหัวใหญ่ได้ในช่วง เดือนสิงหาคมของแต่ละปี เป็นต้น ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องนำปัจจัยนี้มาทำการประเมินแผนการตลาดและกลยุทธ์ให้รอบด้านจะตัดสินใจทะธุรกิจ ควรพิจารณาถึงกฎระเบียบและวิธีการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าและของแต่ละประเทศประกอบกันไปด้วย