เปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงาน

เปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงาน

แรงงานมีฝีมือ

   อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งมีการพูดถึงกันค่อนข้างมากคือเรื่อง การเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือและทักษะ ซึ่งกลุ่มประเทศอาเซียนได้จัดทำ ข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognitinon Arrangement : MRAs) ด้าน คุณสมบัติในสาขาวิชาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรี มีการออกวีฆ่าให้สะดวกมากขึ้น โดยแรงงานจะต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ใน MRAs ซึ่งในปัจจุบันมีการจัดทำ MRAs ใน 7 สาขาวิชาชีพด้วยกัน คือ วิศวกรรม พยาบาล สถาปัตยกรรม การสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี

ซึ่งจากการวิเคราะห์เรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง และมีการกังวลในแง่ของแรงงานไทยเช่น เมื่อมีการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงานจะทำให้มีแรงงานจำนวนมากจากกลุ่มประเทศอาเซียนเข้ามายังประเทศไทย เนื่องจากการจ้างานคนเหล่านี้ค่าแรงต่ำกว่า และสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีกว่าคนไทย แต่อย่างไรก็ตามแม้ MRAs ที่มีผลบังคับใช้แล้วจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบวิชาชีพที่ขึ้นทะเบียนหรือได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศตนเองได้รับการยอมรับและสามารถประกอบวิชาชีพในประเทศสมาชิกอื่นได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น พยาบาลที่ได้รับการขึ้นทะเบียนวิชาชีพในประเทศฟิลิปปินส์ ก็เป็นที่ยอมรับให้เข้ามาทำงานในวิชาชีพพยาบาลในประเทศไทยได้เช่นกัน หากก็ไม่ได้ดูเหมือนง่ายดายเสียทีเดียว เพราะไม่ได้เป็นการยอมรับโดยอัตโนมัติ (Automatic Recogniton) เนื่องจากต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบภายในของประเทศเองได้ระบุเงื่อนไขสำหรับแรงงานที่มีทักษะในประเทศอาเซียนอื่น ๆ ที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้โดยแรงงานเหล่านี้จะต้องเข้าทดสอบความรู้โดยใช้ข้อสอบและเขียนคำตอบเป็นภาษาไทย

ดังนั้น จากตัวอย่างข้างต้น พยาบาลจากประเทศฟิลิปปินส์จะสามารถเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในไทย ได้ในฐานะผู้ช่วยนางพยาบาลเท่านั้น จนกว่าจะสามารถสอบผ่านมาตรฐานที่กำหนดไว้เสียก่อนจึงจะเป็นพยาบาลวิชาชีพในประเทศไทยได้ เช่นเดียวกัน แรงงานฝีมือของประเทศไทยที่ต้องการไปทำงานยังประเทศอาเซียนอื่น ๆ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับภายในของประเทศนั้น ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะทุก ประเทศต่างต้องการปกป้องตลาดแรงงานไว้ให้ประชากรของตนเอง ด้วยเหตุนี้การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือที่เกรงว่าจะมีปัญหาการแย่งงานกันนั้นจะไม่ถึงขั้นรุนแรง รวมทั้งเรื่องการไหลออกของแรงงานที่มีฝีมือและทักษะไปยังประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือที่เรียกกันว่าสมองไหลใน 7 สาขา วิชาชีพดังกล่าว จึงไม่น่าวิตกมากนักหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนตามที่หลาย ๆ ฝ่าย คาดการณ์ไว้

หากจะมีสิ่งที่แรงงานไทยมีฝีมือและทักษะควรเร่งปรับตัว คือ การสื่อสารทางภาษาอังกฤษที่เราอาจยังมีข้อจำกัดอยู่ ซึ่งผู้เขียนพยายามเสาะหะตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมชัดเจน จนได้ข้อมูลคะแนนเฉลี่ยจากการสอบ TOEFL iBT (internet-based test) ปีค.ศ. 2011 จาก www.ets.org/toefl โดยมีผลคะแนนความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของไทยเปรียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนนั้น แน่นอนว่าอันดับ 1-3 ไม่เป็นที่น่าแปลกใจ เพราะสื่อสารภาษาอังกฤษจนเชี่ยวชาญอยู่แล้ว หากแต่ประเทศไทยกลับตกอยู่อันดับที่ 6 เป็นรองเวียดนาม และถึงแม้ว่าเมียนมาร์ ลาว และกัมพูชาจะรั้งท้าย หากคะแนนเฉลี่ยก็น้อยกว่าไทยไม่มากนัก ทั้ง ๆ ที่ศักยภาพสำหรับการพัฒนาของประเทศเหล่านี้มีน้อยกว่า

ดังนั้นไทยจะมีโอกาสที่ดีใน AEC หากมีแผนการพัฒนาแรงงานไทยที่มีฝีมือและทักษะ ทั้งที่อยู่ในตลาดและที่จะก้าวเข้าสูตลาดแรงงานต่อไปในอนาคต ให้มี ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับการทำงาน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ควรเร่งปรับตัวและพัฒนา เพื่อให้แรงงานไทยใช้ทักษะด้านนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งหากมีการเสริมทักษะการเรียนรู้ภาษาที่ 3 ใน กลุ่มประเทศอาเซียน เช่น เมียนมาร์ บาฮาซา มลายู เวียดนาม ฯลฯ จะยิ่งทำให้แรงงานไทยได้เปรียบมากยิ่งขึ้นนอกเหนือจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

เดิมทีนั้นมีการกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นวันเริ่มต้นของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่จากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2555 ผู้นำชาติอาเซียนตัดสินใจประกาศเลื่อนกำหนดการดังกล่าวออกไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2558 หรือประมาณ 1 ปีจากกำหนดการเดิม ทำให้เรามีเวลาเตรียมตัวเพิ่มขึ้นอีก 1 ปี ซึ่งเราควรตื่นตัวไม่ให้สิ่งที่ได้มานั้นเสียเปล่าครับ อะไรที่ควรทำกันตั้งแต่วันนี้อย่างแข็งขันและเอาจริงเอาจังมากขึ้น พัฒนาศักยภาพในทุก ๆ ด้านให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในภูมิภาคที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบเร็ว ๆ นี้