วัฏจักรธุรกิจช่วงขาลง

วัฏจักรธุรกิจช่วงขาลง

   ปรากฏการณ์หนึ่งที่มักเกิดเมื่อวัฏจักรธุรกิจอยู่ในช่วงขาลงคือ การแทรกแซงจากรัฐ ไม่ว่าจะโดยนโยบายการเงินหรือนโยบายการคลัง ( Monetary Policy and Fiscal Policy ) การแทรกแซงนี้จะกระทบกลไกราคา ( Price Mechanism ) ของตลาด และสร้างความไม่แน่นอนให้กับวัฏจักรธุรกิจ เนื่องจากเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆที่รัฐใช้นั่นให้ผลแปรผันอย่างมา ส่วนของกราฟที่มีรูปร่างคล้ายตัวอักษร “ M ” นั้นเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่ประสบผลของนโยบายรัฐ ซึ่งช่วยได้เพียงชะลอเวลาของผลร้ายออกไป แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงของวิกฤตการณ์

นโยบายดอกเบี้ยของรัฐเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรธุรกิจ มันถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมเศรษฐกิจของประเทศ และมักจะมีคาบเวลาคล้องจองกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ดังนั้น มักจะสะท้อนราคาของเงินตามระดับอุปสงค์ของเงินในสภาวะเศรษฐกิจใดเศรษฐกิจหนึ่ง

การตีความวัฏจักรธุรกิจผิดพลาดอาจทำให้บริษัทธุรกิจต้องติดอยู่กับภาวะอุปทานล้นเกินเป็นระยะเวลานาน บริษัทซึ่งปกติใช้ระดับสินค้าคงคลัง เวลาเดินเครื่องของโรงงานหรือราคา เป็นดัชนีในการกำหนดนโยบายการลงทุน อาจต้องประสบความเดือดร้อนจากภาวะกำลังผลิตล้นเกิน ( Overcapacity ) ของขบวนการผลิต หากช่วงแกว่งตัวขึ้นของวัฏจักรธุรกิจนั้นสูงผิดธรรมดา ด้วยเหตุนี้ บริษัทธุรกิจซึ่งใช้ระบบ “ ทันเวลาพอดี ” ( Just-In-Time ) อาจจะพบตัวเองอยู่ในภาวะกำลังผลิตล้นเกิน เมื่อบริษัทขยายกำลังการผลิตอย่างไม่ยั้งมือเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด แล้วตลาดได้ปรับตัวเข้าสู่แนวโน้มปกติของธุรกิจในภายหลัง ทันเวลาพอดีไม่ดีพอกับเหตุไม่ทันคิด

เนื่องจากวัฏจักรธุรกิจไม่มีรูปแบบตายตัวการรับมือกับผลกระทบของการแกว่งตัวของวัฏจักรดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากบริษัทที่ทรัพยากรล้นเหลือ เกินความต้องการในการลงทุนในธุรกิจเจาะจง ( Concentrated Investment ) ตามแนวโน้มวงจรชีวิตธุรกิจ ( Business Life Cycle ) อาจลดความเสียงทางด้านการเงินที่ไม่พึงประสงค์โดยการกระจาย ( Diversity ) การลงทุนในธุรกิจหลากหลาย วงสินทรัพย์การลงทุน ( Investment Portfolio ) ที่มีการกระจายธุรกิจที่ดีจะช่วยลดความผันผวนของวัฏจักรธุรกิจที่ผสมผสานของธุรกิจหลากหลาย

แม้ว่าการ “ ควบรวมเละซื้อ ” ( Mergers and Acqulsitions ) กิจการจะสามารถทำได้ในราคาถูกช่วงระยะตึงตัวของวัฏจักรธุรกิจธุรกรรมที่กระทำโดยใช้เงินกู้สูงควรคำนึงถึงกระแสเงินสดไหลเข้า ( Cash In Flow ) ที่ไหลเอื่อย ว่าจะสามารถครอบคลุมเงื่อนไขการชำระหนี้ในช่วงระยะตึงตัวที่ยืดเยื้อได้หรือไม่

ยิ่งไปกว่านั้น ยังจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษต่อความอ่อนไหว ( Volatillity ) สูงของอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงขาลงของวัฏจักรธุรกิจ หากฝ่ายจัดการตั้งใจจะใช้สกุลเงินต่างชาติเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเงิน ( Financial Policies ) บริษัทธุรกิจที่คาดว่าจะฉวยความได้เปรียบ ( Exploit ) จากประโยชน์ของอัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนการเงิน ( Financial Cost ) ที่ต่ำอาจจะกำลังเพิ่มความเสี่ยงทางด้านการเงินให้กับองค์กร หากธุรกรรมนั้นขาดซึ่งการป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติ ( Natural Hedge ) ถ้าหากสกุลเงินของรายได้ในอนาคตไม่เหมือนกับสกุลเงินที่ใช้ในนโยบายการลงทุน ( Investment Policy ) ผ่ายจัดการจะต้องมั่นใจว่า การป้องกันความเสี่ยงสกุลเงินจะครอบคลุมความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนตลอดระยะเวลาใช้หนี้ ( Repayment Period ) และต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นจะคุ้ม ( Justifiable ) กับการใช้เงินสกุลต่างชาติ การควบรวมและซื้อกิจการอย่างไม่ระวัง ผู้ซื้ออาจถูกซื้อในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงกลยุทธ์กระจายการลงทุน หากบริษัทไม่มีปัจจัยความสำเร็จหลัก ( Key Success Factor ) โดยเฉพาะความชำนาญการเฉพาะด้าน ( Distinctive Competency ) ในธุรกิจทที่จะเข้าไปทำ

ถึงแม้จะไม่มีกฎตายตัวสำหรับรับมือกับผลไม่พึงประสงค์ของวัฏจักรธุรกิจ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่มีวัฏจักรผันผวน ควรเลือกขบวนการผลิตที่มีต้นทุนการลงทุน ( Investment Cost ) ต่ำและต้นทุนการผลิต ( Operating cost ) สูงมากกว่าขบวนการผลิตที่มีต้นทุนการลงทุนสูงและต้นทุนการผลิตต่ำ ทั้งนี้เพราะบริษัทสามารถหลีกเลี่ยงการขาดทุนที่เกิดจากต้นทุนคงที่ ( Fixed cost ) สูงหากยอดขายต่ำกว่าจุดคุ้มทุน ( Breakeven Point ) เมื่อภาวะตลาดอยู่ในช่วงถดถอยรุนแรง ความได้เปรียบเชิงขนาด ( Economies of Scale ) จะให้ประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อ ขบวนการผลิตถูกใช้เต็มกำลังเท่านั้น หากกำลังผลิตถูกใช้เพียงบางส่วนประสิทธิภาพที่ได้จะต่ำกว่าหน่อยผลิตที่มีขนาดเล็กกว่า นั่นหมายความว่า แทนที่จะช่วยบริษัทธุรกิจในการลดต้นทุนการผลิต มักลับเพิ่มภาระให้กับขบวนการผลิตด้วยค่าใช้จ่ายในการผลิตที่สูงงขึ้นกว่าต้นทุน

การลงทุนต่อหน่วยที่ต่ำนั้น ที่สุดแล้วธุรกิจไม่สามารถเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันจากขนาดพังแป้น ( Jumbo Size ) ได้ ภาวะกำลังผลิตล้นเกินอย่างต่อเนื่องอาจทำลายผลิตภาพ ( Productivity ) ของอุตสาหกรรมทั้งระบบ ความพยายามในการแก้ไขปัญหากำลังผลิตล้นเกิน โดยการเพิ่มผลิตภาพในระดับปฏิบัติการ ( Functional Level ) จะช่วยได้เพียงผ่อนคลายอาการของความเจ็บป่วยเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากสาเหตุของโรคเกิดจากระดับองค์กร ( Corporate Level ) และรักษาได้ด้วยนโยบายองค์กรที่เหมาะสมเท่านั้น

กลยุทธ์ตั้งรับเช่น การจัดความเรียบร้อย ภายในองค์กร ( In –House Clearing ) และการซ่อมบำรุงองค์กร ( In-House Maintenance ) ซึ่งไม่สามารถทำได้ช่วงระยะคล่องตัว น่าจะเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมในระยะตังตัว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการปรับปรุงขบวนการทำงาน ( Business Process ) ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นจะช่วยยกศักยภาพองค์กรสำหรับการแข่งขันในยกใหม่

อย่างไรก็ตาม นโยบายที่ดีที่สุดในการจัดการวัฏจักรธุรกิจยังคงเป็นการ “ กันไว้ดีกว่าแก้ ” เช่นเดียวกับมาตรการป้องกันสุขภาพ การตรวจร่างกายเป็นประจำ ( Periodic Checkup ) เป็นการปฏิบัติทั่วไปในการการตรวจหาอาการผิดปกติต่าง ๆ ในด้านหนึ่ง การรับทราบล่วงหน้าถึงวัฏจักรธุรกิจขาลงจะป้องกันบริษัทธุรกิจจากการลงทุนอย่างไม่ยั้งมือ ( Aggressive Investment ) นี่จะช่วยให้บริษัทสามารถกันสภาพคล่อง ( Liquidity ) ให้เพียงพอที่จะผ่านพ้นช่วงเศรษฐกิจถดถ่อย ในอีกด้านหนึ่ง มันจะช่วยชี้โอกาสการลงทุนแก่ธุรกิจเมื่อวัฏจักรธุรกิจขยายตัว